กลับไปยังรายบอร์ด
วันที่ 06 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น. ข่าวสดออนไลน์


หลวงพ่อพรหมเนื้อระฆัง

พันธุ์แท้พระเครื่อง

ราม วัชรประดิษฐ์





หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ เป็นพระเกจิอาจารย์ที่ชอบการสร้างระฆังเป็นที่ยิ่ง ด้วยต้องการให้ผู้มาทำบุญกุศลได้ตีให้กังวาน ได้ยินไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้า ท่านเคยให้ช่างมาปั้นระฆังให้มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยท่วมหัวท่วมหูคนยืนถึงหกครั้งหกคราว แต่ก็ไม่เสร็จ ด้วยเทคนิคสมัยนั้นยังไม่ทันสมัย และโลหะที่นำมาหล่อหลอมหลายๆ ครั้งเข้า สภาพ ′หมดยาง′ คือแยกกันเป็นส่วนๆ ไม่สามารถรวมเป็นองค์ระฆังขนาดใหญ่ได้



เศษโลหะที่หล่อระฆังของท่านนี่เอง เป็นจุดกำเนิดของพระเครื่องยอดนิยมชุด ′เนื้อระฆัง′ ซึ่งประกอบด้วย รูปหล่อหลวงพ่อพรหม รุ่น หลังเตารีด ด้านหน้าแกะเป็นองค์หลวงพ่อแบบสมาธิ ครองสังฆาฏิลงอักขระยันต์องค์พระ อักขระฤๅชา หัวใจพระอิติปิโส หรือนวหรคุณ เหนืออาสนะ ด้านหลังแบนเรียบสัณฐานเป็นรูปกลีบบัวขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีขนาดเล็กเรียกรุ่นหลังเตารีดเหมือนกัน



อีกรุ่นหนึ่งจะเป็น รูปหล่อลอยองค์ หลวงพ่อพรหม ด้านหน้า มี คำว่าหลวงพ่อพรหมที่ฐานอาสนะ ด้านหลังมีคำว่า วัดช่องแค ประกอบด้วย เนื้อระฆัง ทองแดง สำริด แล้วยังมีการทำเป็นพิมพ์พระประธานแบบเนื้อระฆัง ด้วย เป็นรูปสมเด็จในซุ้มครอบแก้ว เหนือฐานสามชั้น โดยมีอยู่ 2 พิมพ์ คือ หลังเรียบ และพิมพ์หลังยันต์ เรียกกันว่า ′ยันต์สิบ′ มีหัวใจพระอิติปิโส ห้องพุทธคุณเก้าตัว หรือ นวหรคุณ ได้แก่ อะสังวิสุโลปุสะพุภะ และหลวงพ่อพรหมเพิ่ม อะ อีกตัวหนึ่งให้ครบสิบ ในตอนแรกที่กรรมการวัดขนเนื้อระฆังไปให้ช่างกรุงเทพฯทำไม่ได้บอกท่าน ทำทีไรแม่พิมพ์แตกทุกที จนกระทั่งท่านเอ่ยปากอนุญาต จึงสำเร็จขึ้นเป็นองค์พระ



วิธีพิจารณาเนื้อชุดระฆังของหลวงพ่อพรหม นั้น ให้คำนึงว่า การหล่อระฆังขนาดใหญ่เป็นการร่วมบุญของชาวบ้านตามแบบโบราณ บรรดาโลหะจึงผสมด้วยหลายเนื้อหลายแบบ เช่น ใครมีสร้อยก็ใส่สร้อย ใครมีขันทองเหลืองก็เอาใส่เบ้า มีตะบันหมาก เต้าปูน หรือขันก็ใส่ตามศรัทธา เนื้อจึงไม่เหมือนการหล่อรวมโลหะแบบใหม่ ซึ่งดูกลืนเป็นสีสันวรรณะเดียวกัน ในองค์ที่ไม่ผ่านการสัมผัสจะมีคราบสีทองสดใส เมื่อผ่านการใช้จะเป็นสีเหลืองอมเขียว นักเลงเล่นพระสมัยก่อนมักทดลองขัดด้วย บรัสโซ (ควรขัดใต้ฐานล่างจะได้ไม่ดูสีแปลกหลอกตา) ทิ้งไว้ของแท้เนื้อจะกลับเป็นทองอมเขียวเหมือนเดิม



นอกจากนี้ เนื่องจากนำโลหะจากการหล่อที่หมดยางเนื้อ จะไม่ผสานกันสนิท กล่าวคือ ไม่เนียนเรียบซะทีเดียว ถ้าใช้กล้องส่องดูจะเห็นรอยระแหงเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไป แต่ถ้าเป็นของทำเทียมเลียนแบบ เนื้อก็จะเรียบเนียนสนิทแนบแน่นทีเดียวเชียวครับผม
ฮือฮาวัดกรุงเก่าสร้างศาลาลอยน้ำปฎิบัติธรรมช่วงน้ำท่วม
วันอังคารที่ 7 สิงหาคม 2555 เวลา 15:19 น.







ฮือฮาวัดดังกรุงเก่าสร้างศาลาปฎิบัติธรรมหลังใหญ่จุ 50 คนลอยน้ำได้ พร้อมสร้างเรือขนาดใหญ่รับมือน้ำท่วม
ศาลาลอยน้ำวัดโตนด บางปะหัน อยุธยา
ศาลาวัดลอยน้ำ

วันนี้ ( 7 ส.ค. ) ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่วัดโตนด หมู่ 5 ต.บางนางร้า อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา หลังรับแจ้งจากประชาชนว่าที่วัดแห่งนี้มีการสร้างศาลาปฎิบัติธรรมที่สามารถลอยน้ำได้ และยังสร้างเรือขนาดใหญ่เอาไว้ เพื่อเตรียมรับสถานการณ์น้ำท่วม

โดยพบว่าศาลาดังกล่าวสร้างขึ้นด้วยโครงเหล็กเบา ลักษณะเป็นทรงไทย กว้างประมาณ 3 เมตร ยาว 5 เมตร มีหลังคาสูงแบบทรงไทย กั้นผนังด้วยแผ่นสังกะสีอย่างดีทาสีเหลือง มีช่องประตู และหน้าต่าง ส่วนพื้นเป็นไม้ธรรมดา รอบๆยังมีระเบียงสามารถเดินได้รอบ และมีห้องน้ำ 1 ห้องด้วย ที่แตกต่างจากศาลาทั่วไปคือด้านล่างหนุนด้วยโป๊ะต่อกัน 8 ลูก เพื่อพยุงเวลาลอยน้ำ

พระครูอุปจิต บุศศวัฒ์ อายุ 65 ปี เจ้าอาวาสวัดโตนด กล่าวว่า ศาลานี้สร้างขึ้นเพื่อให้ประชาชนและญาติโยมมาปฎิบัติธรรมในวันพระ และเห็นว่าเมื่อปีที่ผ่านมา เกิดอุทกภัยใหญ่ วัดถูกน้ำท่วมหนัก จึงถือโอกาสนี้สร้างศาลาลอยน้ำได้ ด้วยการทำโป๊ะหนุนเอาไว้ด้านล่าง เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมอีกครั้ง ศาลานี้จะลอยน้ำได้รวมทั้งเป็นที่พักพิงของประชาชนได้ด้วย สามารถจุคนได้ 50 คน พื้นด้านล่าง แบ่งช่องเอาไว้เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ ใช้เงินลงทุนไป 3 แสนกว่าบาท และอยู่ระหว่างการเตรียมสร้างอีก 1 หลัง นอกจากนี้ยังได้สร้างเรือเหล็กขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 4 เมตร กว้าง 2 เมตร ไว้ด้วย 1 ลำ เพื่อใช้บรรทุกประชาชนหากเกิดน้ำท่วมในอนาคต

เยี่ยมเลย!!
ต้องมนต์อีสาน ถิ่นแห่งตำนานและความศรัทธา
วันพุธที่ 8 สิงหาคม 2555 เวลา 00:00 น.









































หน้าฝนเป็นฤดูกาลที่การท่องเที่ยวในหลายจุดของประเทศมีนักท่องเที่ยวไปเยือนน้อยลง เนื่องด้วยสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน และการเดินทางเป็นไปอย่างยากลำบาก วันนี้ เดลินิวส์ออนไลน์ จะพาไปเยือนแดนอีสานที่มีความงามน่าค้นหาทุกฤดู กับ โครงการ“เที่ยวหน้าฝน ยลธรรมะ และธรรมชาติ ” ที่จะทำให้ทุกคนหลงมนต์เสน่ห์ภาคอีสานจนถอนตัวไม่ขึ้น
การเดินทางตาม โครงการ“เที่ยวหน้าฝน ยลธรรมะ และธรรมชาติ ” ตอน พลังศรัทธา สู่บูรพาจารย์แดนอีสาน จัดขึ้นโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ( มหาชน ) นิตยสาร PHOTOTECH และ TRAVEL LINE ซึ่งเป็นการทำให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภาคอีสาน ที่ไม่ว่าฤดูกาลใดก็สามารถเดินทางมายลความงาม พร้อมรับรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ต่างๆได้อย่างเต็มที่
สถานที่แรกที่อยากแนะนำให้รู้จักคือ วัดป่าบ้านตาด ตั้งอยู่ที่บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี วัดชื่อดังของภาคอีสานที่เคยเป็นวัดที่จำพรรษาของ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ก่อนจะละสังขารไปด้วยวัย 98 ปี ทุกวันนี้วัดป่าบ้านตาด ยังคงมีบรรดาลูกศิษย์ที่เคารพและศรัทธา หลวงตามหาบัว เดินทางมากราบไหว้สักการะเถ้ากระดูก และผ่อนคลายจิตใจด้วยความสงบนิ่งอยู่ตลอดเวลา เพราะทางวัดได้จัดทำหุ่นขี้ผึ้งหลวงตาบัว รวมถึงจัดบอร์ดนิทรรศการบอกเล่าประวัติ และเรื่องราวของหลวงตาบัว ไว้เตือนใจให้นักท่องเที่ยว รวมถึงเหล่าลูกศิษย์ทุกคนได้รับรู้และสำนึกในคำสอนของหลวงตาเมื่อเดินทางมาที่วัด พร้อมนำไปเป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิตในทางที่ดี นับเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่ใครมาเยือนอีสานแล้วต้องการทำบุญพร้อมปล่อยใจให้สงบควรแวะเวียนเข้ามา
จากนั้นมาต่อกันที่ วัดป่าสุทธาวาส ตั้งอยู่ที่ อ.เมือง จ.สกลนคร เป็นวัดที่เคยเป็นที่จำพรรษาและเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์ประดิษฐานรูปหล่อเหมือนเท่าตัวจริงของพระอาจารย์มั่น อีกทั้งยังจัดแสดงเครื่องอัฐบริขาร และอังคารธาตุ พร้อมทั้งประวัติความเป็นมาของท่านตั้งแต่เกิดจนมรณภาพ ในตู้จัดแสดงด้านข้างให้ผู้มาเยือนได้ซึมซับ และรับรู้ประวัติเรื่องราวของพระอาจารย์มั่น ภายในวัดยังมีเจดีย์บรรจุอัฐิหลวงปู่หลุย ซึ่งเป็นสถานที่ศักสิทธิ์ที่ชาวสกลนคร รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เคารพศรัทธา ต่างเดินทางเข้ามากราบไหว้เสริมสิริมงคลอยู่เป็นประจำ อีกทั้งยังมีบอร์ดนิทรรศการใต้ร่มไม้เกี่ยวกับประวัติของพระอาจารย์มั่น และความเป็นมาของวัดป่าสุทธาวาส ไว้เป็นแหล่งความรู้ให้ผู้มาเยือนอีกด้วย
อีกหนึ่งสถานที่ที่ขาดไม่ได้ต้องยกให้ วัดศาลาลอย ตั้งอยู่ที่ ต.โพธิ์กลาง จ.นครราชสีมา เป็นวัดที่มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นวัดที่ท้าวสุรนารีหรือย่าโม พร้อมด้วยเจ้าพระยามหิศราธิบดีสวามี สร้างขึ้นหลังจากชนะข้าศึกจากทุ่งสัมฤทธิ์ โดยย่าโมได้สั่งให้ทหารทำแพเสี่ยงทายเป็นรูปศาลาเพื่อนำไปลอยน้ำตามลำตะคอง พร้อมกับอธิษฐานว่า หากกระแสน้ำพัดพาแพลอยไปติดอยู่ที่ใดก็จะสร้างวัดตรงที่แห่งนั้นไว้เป็นอนุสรณ์ จึงได้สร้างวัดศาลาลอยขึ้นในตำแหน่งที่ตั้งปัจจุบัน ซึ่งทุกวันนี้ภายในบริเวณวัดมีสิ่งศักสิทธิ์ต่างๆให้ผู้มาเยือนกราบไหว้สักการะมากมาย และยังมีการละเล่นพื้นเมืองอย่างการร้องเพลงโคราชสำหรับแก้บน เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่สะดุดตาผู้ที่ผ่านไปผ่านมาทุกคนอีกด้วย
โดยวัดศาลาลอยมีความโดดเด่นสะดุดตาคือรูปทรงของพระอุโบสถ เป็นศิลปะแบบประยุกต์รูปเรือสำเภาโต้คลื่น สร้างจากกระเบื้องดินเผาด่านเกวียน และได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นแนวบุกเบิกอาคารทางศาสนา จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ นอกจากสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นแล้ว ภายในพระอุโบสถยังมีพระประธานปูนปั้นสีขาวปางห้ามสมุทร เป็นพระพุทธรูปยืนประทับ ณ ประตูเมืองสังกัสนครโดยมีสมเด็จพระสังฆราชได้ทรงถวายพระนามว่า "พระพุทธประพัฒน์สุนทรธรรมพิศาล ศาลาลอยพิมาลวรสันติสุขมุนินทร์" และศาลากลางสระน้ำที่อยู่ใกล้กันประดิษฐานรูปปั้นคุณย่าโมนั่งพนมมือ ซึ่งด้านข้างเป็นอนุสรณ์สถานเจดีย์บรรจุอัฐิท้าวสุรนารี ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามากราบไหว้สักการะ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่การเดินทางสู่ภาคอีสาน เพราะโคราชเปรียบเสมือนประตูสู่ภาคอีสาน
ปิดท้ายการเดินทางด้วย วัดพุทธนิมิต ( วัดภูค่าว ) ตั้งอยู่ใน ต.สหัสขันธ์ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ เป็นวัดที่มีความร่วมรื่นเป็นอย่างมาก ภายในบริเวณวัดจะปกคลุมไปด้วยร่มไม้และมีนกยูงอาศัยอยู่หลายสิบตัว มีสถานที่ให้นักท่องเที่ยวได้กราบไหว้สักการะสิ่งศักสิทธิ์อยู่หลายจุดด้วยกัน แนะนำว่าควรมีเวลามากพอสมควรสำหรับการเดินทอดน่องชมความงามของสถาปัตยกรรม และสักการสิ่งศักสิทธิ์ภายในวัดให้ครบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น พระมหาธาตุเจดีย์ ที่สร้างอย่างยิ่งใหญ่อลังการ เพื่อใช้เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และประดิษฐานพระพุทธนิมิตเหล็กไหล ทั้งองค์มีเนื้อสีดำ หรือศาลาที่เป็นที่เก็บพระเครื่อง ซึ่งเป็นพระเครื่องชั้นยอด โดยมีการติดพระเครื่องไว้รายรอบทั้งดาดฟ้าเพดาน และไฮไลท์สำคัญของวัดอีกอย่างคือ พุทธไสยาสน์นอนตะแคงซ้าย ซึ่งเป็นการสลักหินที่อยู่ในหน้าผาไม่สูงชันนัก เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ที่วัดพุทธนิมิตยังมีสิ่งศักสิทธิ์อีกมากมายรอให้ผู้คนเข้ามากราบไหว้พร้อมสงบจิตใจ
"การเดินทางมาเยือนถิ่นอีสานครั้งนี้ ทำให้ผมรู้ว่าการพักผ่อนทั้งทางจิตใจและร่างกายไปพร้อมๆกัน จะช่วยเสริมพลังงานให้เราหายทั้งความเหนื่อยกายและความไม่สบายใจไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะบางครั้งไม่จำเป็นต้องเที่ยวให้โลดโผนหรือพักผ่อนสถานที่หรูหรา แต่การเดินทางมาพบเรื่องราวประสบการณ์ใหม่ๆ พร้อมเปิดใจรับเรื่องราวเหล่านั้นอย่างเต็มที่ ก็ก่อให้เกิดความสุขและความสบายใจได้เช่นกัน"
ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
วันที่ 09 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น. ข่าวสดออนไลน์


เซียน"ธวัช ยุวรรณศรี" ชื่นชมเหรียญพระชินราช

มองอย่างเซียน
โดย นพรัตน์ คุ้มศรี




ธวัช ยุวรรณศรี หรือ ′เฮียวัฒน์′ เจ้าของธุรกิจร้านทองเยาวราช 1999 ตลาด บางขัน อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ชื่นชอบและศึกษาพระเครื่องมาหลากหลายรุ่น จนได้รับการยอมรับ

เฮียวัฒน์ คล้องเหรียญพระพุทธชินราช เนื้อทองเหลือง รูปเสมา วัดทองนพคุณ พ.ศ.2463 ซึ่งเหรียญรุ่นนี้เรียกอีกชื่อว่า ′รุ่นปืนเที่ยง′ ซึ่งหายากมาก เหรียญรุ่นนี้สร้างแบบหล่อโบราณ เบ้าประกบ เนื้อทองผสมออกเหลืองอมเขียว ผสมเม็ดแร่ศักดิ์สิทธิ์ ขอบข้างปรากฏร่องลึก

เฮียวัฒน์ ที่ชาวตลาดบางขันและลูกค้าร้านทองรู้จักกันดี บอกเล่าว่า ′ก่อนจะได้พระพุทธชินราชเหรียญทองเหลือองค์นี้มาไว้ในครอบครอง ใช้เวลานับ 10 ปี โดยก่อนหน้านั้นมีเพื่อนทำงานอยู่ที่โรงงานยางย่านรังสิต เป็นเจ้าของเหรียญพระพุทธชินราชองค์นี้ ซึ่งเมื่อเห็นก็ถูกใจ ขอเช่าบูชา แต่ถูกตอบปฏิเสธจากเพื่อน ซึ่งในใจนั้นคิดอยู่เสมอจะต้องขอเช่ามาบูชาให้ได้ ด้วยพระพุทธชินราช เหรียญเนื้อทองเหลืองนี้หาพบยากมาก ใครๆ ก็อยากเป็นเจ้าของ′

ซึ่งความพยายามของเฮียวัฒน์ เป็นผลสำเร็จในปีพ.ศ.2537

′ตอนนั้น เพื่อนยอมปล่อยให้เช่าราคาสูงพอสมควร แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นเจ้าของ ถ้าเป็นพระผงก็เทียบชั้นสมเด็จวัดระฆัง หลังจากนั้นก็อาราธนาคล้องคอมาจนถึงปัจจุบัน′

หลังจากที่เฮียวัฒน์ได้เป็นเจ้าของเหรียญพระพุทธชินราชรุ่นดังกล่าว ทำให้ชีวิตได้เปลี่ยนไปจากการเปิดร้านขายข้าวต้มและอาหารตามสั่ง เปลี่ยนมาทำธุรกิจค้าทองขนาดเล็กและเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์มาหลายต่อหลายคน ทำให้ชีวิตครอบครัวตลอดจนทางด้านการงานดีขึ้นตามลำดับ เพื่อนฝูงตลอดจนหุ้นส่วนต่างมีความสุข จึงมีความเชื่อมั่นและเกิดศรัทธาอันแรงกล้า ด้วยวัตถุมงคลที่เราได้มานั้น แสดงพลังแห่งพุทธคุณให้บังเกิดขึ้น

เฮียวัฒน์บอกเล่าต่อว่า ครั้นพอมีเวลาว่างก็ศึกษาถึงที่มาที่ไป จึงทราบว่าเป็นเหรียญหล่อที่มากประสบการณ์มาแต่อดีต พิธีใหญ่หล่อพระพุทธชินราช วัดทองนพคุณ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท ประกอบพิธีเททอง ในระหว่างที่ดำเนินการอยู่นั้นมีแผ่นยันต์บางแผ่นไม่ยอมหลอมละลาย หลวงปู่ศุขต้องใช้ไม้พันสายสิญจน์ลงไปจี้ จึงหลอมละลาย อีกทั้งในระหว่างปลุกเสก ปรากฏว่าปืนใหญ่ที่ใช้ยิงบอกเวลาเที่ยง ไม่สามารถยิงออก วัตถุมงคลรุ่นนี้ จึงได้ชื่อว่า ′รุ่นปืนเที่ยง′

ในการประกอบพิธีครั้งนั้น มีสุดยอดพระเกจิอาจารย์ในยุคนั้นเข้าร่วมพิธีมากมาย อาทิ หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง, พระครูเหมนพคุณ อดีตเจ้าอาวาสวัดทองนพคุณ, สมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) วัดอนงคาราม, หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า





สำหรับวัดทองนพคุณ เป็นสำนักวิปัสสนากัมมัฏฐานที่มีชื่อเสียงมากในอดีต เหรียญวัตถุมงคลที่วัดจัดสร้างขึ้น ย่อมไม่ธรรมดา มีประสบ การณ์มาแต่อดีต เป็นที่กล่าวขวัญในบรรดานักเลงพระรุ่นเก่า

′ผมเคยลองสอบถามนักเลงพระหรือเซียนรุ่นเก่าหลายท่าน ล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าจะหาวัตถุมงคลที่ดี ด้านมหาอุตม์และเหนียวเท่าเหรียญหล่อรุ่นปืนเที่ยงไม่มีอีกแล้ว ด้วยประสบการณ์ที่มาก พุทธศิลป์ที่สวยงามที่สุด จึงเป็นต้นแบบของเหรียญหล่อโบราณของหลายวัดในเวลาต่อมา′

เฮียวัฒน์บอกว่า ′แม้จะได้เหรียญพระพุทธชินราชมาบูชาแล้ว แต่ก็ยังมีเพื่อนนักเลงพระมาขอเช่าบูชา ด้วยราคาที่มากหลายครั้งหลายหน แต่ก็ปฏิเสธ ความเก่าและความที่หายากนั้นจึงมีคุณค่า ซึ่งก็ต้องศึกษาความเป็นมาอย่างลึกซึ้งพอสมควร และที่สำคัญพระครูเหมนพคุณ หรือ หลวงปู่เผือก วัดทองนพคุณ คลองสาน ธนบุรี นับเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ชื่อดัง สร้างขึ้นเนื่องในโอกาสที่หลวงปู่มีอายุครบ 7 รอบ คือ 84 ปี ซึ่งตรงกับ พ.ศ.2463 ท่านได้สร้างเหรียญหล่อพระพุทธชินราช, เหรียญปั๊มรูปหลวงพ่อเผือก พร้อมกับพระกริ่งพิมพ์สวนเต่า เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและให้แจกจ่ายบรรดาสานุศิษย์ที่ไปในงานนั้น′
วันที่ 09 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7924 ข่าวสดรายวัน


บุญสิริอายุ90ปี'หลวงตาแตงอ่อน' ทอดผ้าป่าสร้างมหาธาตุเจดีย์





วัดกัลยาณธัมโม (วัดโชคไพศาล) ต.นาซอ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร แจ้งว่า ในโอกาสวันจันทร์ที่ 13 ส.ค.2555 เป็นวันครบรอบเจริญอายุวัฒนมงคล 90 ปี พรรษา 69 (เฉพาะญัตติธรรมยุต) ของหลวงตาแตงอ่อน กัลยาณธัมโม เจ้าอาวาส ซึ่งเป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และได้จำพรรษาศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นเวลา 2 พรรษา ณ วัดป่าบ้านหนองผือ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร คณะศิษยานุศิษย์ได้พร้อมเพรียงกันจัดงานมุทิตาสักการะขึ้น โดยมีกำหนดการดังนี้ ในวันอาทิตย์ที่ 12 ส.ค.2555 เวลา 07.30 น. ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุ-สามเณร เวลา 18.30 น. ทำวัตรเย็น เวลา 20.00 น. เจริญพระพุทธมนต์ฉลองอายุวัฒนมงคล 90 ปี เวลา 21.00 น. แสดงพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ ในวันจันทร์ที่ 13 ส.ค.2555 เวลา 07.30 น. พระภิกษุ-สามเณรออกรับบิณฑบาต เวลา 08.30 น. ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุ-สามเณร เวลา 09.00 น. พิธีทอดผ้าป่ามหากุศลสมทบทุนสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ หลวงตาแตงอ่อน กัลยาณธัมโม ถวายเครื่องไทยทานแด่พระภิกษุ พระภิกษุอนุโมทนาเสร็จพิธี

ขณะนี้ทางวัดกำลังก่อสร้างพระมหาธาตุเจดีย์หลวงตาแตงอ่อน กัลยาณธัมโม มีขนาดกว้าง 30 เมตร ยาว 30 เมตร สูง 45 เมตร จำนวน 3 ชั้น ยอดของพระเจดีย์ทำด้วยทองคำ งบประมาณค่าก่อสร้างประมาณ 50 ล้านบาท ชั้นที่ 3 เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ชั้นที่ 2 เป็นที่ประดิษฐานพระอรหันตธาตุ พระบูรพาจารย์พระธุดงคกรรมฐาน เป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนพระบูรพาจารย์พระธุดงคกรรมฐาน 5 รูป ได้แก่ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต, พระธรรมเจดีย์ (หลวงปู่จูม พันธุโล), หลวงปู่สีลา อิสสโร, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร และหลวงตาแตงอ่อน กัลยาณ ธัมโม และเป็นพิพิธภัณฑ์หลวงตาแตงอ่อน กัลยาณธัมโม ชั้นที่ 1 เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม

สำหรับหลวงตาแตงอ่อน เดิมชื่อ แตงอ่อน นามสกุล บุตรศรี กำเนิดเมื่อวันเสาร์ที่ 13 ส.ค.2465 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9 ปีจอ ณ บ้านม่วงไข่ ต.พรรณา อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร บรรพชาเมื่อเดือนธ.ค. พ.ศ.2484 ณ วัดเสบุญเรือง และเมื่อเดือนธ.ค. พ.ศ.2485 ได้อุปสมบท ณ วัดเสบุญเรือง อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร มีพระอาจารย์อินทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้ญัตติเป็นพระธรรมยุต เมื่อวันที่ 13 ก.ค.2486 ณ วัดโพธิสมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี มีพระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูประสาทคณานุกิจ เป็นพระกรรมวาจาจารย์
ปราสาทหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม 2555 เวลา 00:00 น.


อีกหนึ่งที่สุดในไทยที่ใครเห็นเป็นต้องทึ่ง “ปราสาทหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย”


โบราณสถานหรือโบราณวัตถุถูกพบกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย วันนี้ เดลินิวส์ออนไลน์ จะพาไปรู้จักกับโบราณสถานที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่บางคนอาจยังไม่รู้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นอีกหนึ่งที่สุดของไทย ปราสาทหินพิมาย จ.นครราชสีมา
ปราสาทหินพิมาย ตั้งอยู่ที่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เป็นศาสนาสถานทางพุทธศาสนานิกายมหายาน สร้างขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 16-17 ซึ่งเป็นศิลปะแบบปาปวนเช่นเดียวกับปราสาทหินพนมวัน และปราสาทหินพนมรุ้ง แต่ยังมีจุดที่แตกต่างคือปราสาทหินพิมายจะหันหน้าไปยังทิศใต้ ภายในพื้นที่ปราสาทมีสถาปัตยกรรมอันงดงามมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สะพานนาคราช ที่มีประติมากรรมรูปสิงห์ตั้งอยู่อย่างโดดเด่น ห้องโถงกว้างที่ไม่มีหลังคา ซึ่งในบริเวณนี้มีภาษาเขมรที่จารึกอยู่บริเวณกำแพงประตู
นอกจากนี้ยังมี อีกหลายส่วนที่น่าสนใจ อาทิ กำแพงแก้ว ที่พอเมื่อเดินผ่านกำแพงแก้วมาก็จะถึง ชานชาลา ซึ่งเป็นทางเดินที่ก่อสร้างด้วยหินทรายเป็นเส้นทางนำไปสู่ ระเบียงคด ซึ่งมีซุ้มประตูอยู่ตรงกลางสวยงามสะดุดตา จากนั้นก็เข้ามาที่ ปราสาทประธาน หอพราหมณ์ ปรางค์หินแดง และปรางค์พรหมทัต รวมถึงอีกหลายจุดที่น่าสนใจ ใครที่เคยเดินทางมายังปราสาทหินพิมายคงรับรู้ได้ถึงความใหญ่โตมโหฬารและทึ่งในภูมิปัญญาของคนในสมัยก่อน ที่สามารถสร้างปราสาทหินที่มีความสวยงามและยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้ และจากพื้นที่และตัวโบราณสถานที่มีความยิ่งใหญ่อลังการ ทำให้ปราสาทหินพิมายถูกยกให้เป็น ปราสาทขอมและปราสาทหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
‘ให้’ เตียงคนป่วย-วีลแชร์เหลือใช้ ได้บุญกุศลมากกว่าที่คิด?
วันพุธที่ 8 สิงหาคม 2555 เวลา 15:00 น.


ตอนนี้ในบ้านของคุณมีอุปกรณ์พยาบาล เช่น เตียงนอนคนป่วย วีลแชร์ หรือไม้เท้า ที่ไม่ต้องการใช้แล้วอยู่บ้างหรือไม่? หากยังมีจะเป็นการดีกว่าไหม ถ้าจะส่งต่ออุปกรณ์พยาบาลเหล่านี้ให้ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการที่ขาดแคลนได้ใช้ประโยชน์ตามความจำเป็น
รศ.อัจจิมา เศรษฐบุตร ผู้อำนวยการโครงการกรีนเฮลธ์ ซึ่งเป็นโครงการเพื่อสังคมสุขภาพดีโดยเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ เผย เราพบว่าคนป่วยยากไร้หลายคนขาดอุปกรณ์พยาบาลช่วยเหลือ มีผลไปยังการใช้ชีวิตที่ลำบาก ปัญหาสุขภาพที่มีอาจรุนแรงขึ้น โครงการบริจาคอุปกรณ์พยาบาลมือสอง หรือ กรีนเฮลธ์ แคร์ แอนด์ แชร์ ซึ่งเป็นโครงการย่อยของโครงการกรีนเฮลธ์ จึงถูกผลักดันขึ้นมาก่อนเรื่องอื่นๆ เพราะต้องการเป็นตัวกลางประสานระหว่างผู้ที่ต้องการแบ่งปันกับผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์พยาบาล โดยทางโครงการจะจัดทำฐานข้อมูลผู้บริจาคและผู้ขอรับบริจาค แล้วนำมาจับคู่ให้ตรงกันเพื่อการส่งมอบเป็นระยะ ซึ่งผู้ที่ประสงค์จะบริจาคสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์กรีนเฮลธ์ ภายในโรงพยาบาลกรุงเทพ และโรงพยาบาลในเครือทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็น สมิติเวช บีเอ็นเอช พญาไท และเปาโล หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1719 กรณีไม่มีอุปกรณ์พยาบาลมือสอง ก็ยังสามารถบริจาคเป็นทุนทรัพย์ตามความประสงค์ได้เช่นกัน
อุปกรณ์พยาบาลมีมากมาย มีทั้งของชิ้นใหญ่ชิ้นเล็ก อาทิ เตียงนอนคนป่วย วีลแชร์ ไม้เท้า เก้าอี้ขับถ่าย เครื่องดูดเสมหะ ถังออกซิเจนพร้อมอุปกรณ์ เครื่องวัดความดันโลหิต แผ่นที่นอนกันแผลกดทับ ขาเทียม สิ่งของเหล่านี้ หากถูกวางทิ้งไว้อาจไร้ค่า นำไปทิ้งก็กลายเป็นการเพิ่มจำนวนขยะในสิ่งแวดล้อม แต่ในทางกลับกัน หากถูกนำมาใช้กับผู้ที่มีความจำเป็น อาจช่วยต่อชีวิตให้กับเขาเหล่านั้นได้
นายแพทย์พงศกร จินดาวัฒนะ ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการสื่อสารของโรงพยาบาลกรุงเทพ บอกว่า อุปกรณ์พยาบาลล้วนมีความสำคัญต่อผู้ป่วย เช่น เตียงผู้ป่วย ถูกออกแบบให้ปรับระดับได้ ไม่ว่าจะเป็นยกระดับศีรษะ หรือยกขา ซึ่งเตียงทั่วไปอาจไม่สามารถทำได้ ในผู้ป่วยบางประเภท โดยเฉพาะอัมพฤกษ์ อัมพาต ที่ต้องนอนเตียงตลอด 24 ชั่วโมง การนอนราบเฉยๆ ไม่ขยับพลิกตัว อาจทำให้เกิดแผลกดทับจนเกิดแผลติดเชื้อตามมา ถ้ามีเตียงผู้ป่วยก็จะช่วยเรื่องการขยับเคลื่อนไหว ยิ่งขณะรับประทานอาหาร การปรับเตียงส่วนศีรษะให้สูงขึ้น ยังลดโอกาสเกิดการสำลักอาหารได้
ส่วนรถเข็นวีลแชร์ มีประโยชน์มากสำหรับผู้พิการทุพลภาพ เช่น ถูกตัดขาด้วยสาเหตุต่างๆ แล้วใส่ขาเทียมไม่ได้ พวกเขาก็อาจเสียโอกาสการเดินทาง เกิดความรู้สึกหดหู่เพราะไม่สามารถเคลื่อนที่ไปไหนได้ หากมีรถเข็นวีลแชร์จะช่วยให้ผู้พิการได้เจอโลกภายนอก มีกิจกรรม ลดความเครียด หรือได้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมอีก
กรณีของขาเทียม หลายคนอาจเคยรับรู้มาว่า ผู้พิการเสียขาที่ขาดทุนทรัพย์ไม่สามารถเข้าถึงขาเทียมได้ ต้องทำขาเทียมใช้เองโดยนำกระป๋องนมเก่ามาต่อกัน แล้วติดเชื่อมแต่ละกระป๋องด้วยกระดาษกาว ซึ่งพวกเขาจะได้ขาเทียมที่ไม่มั่นคง โอกาสใช้งานแล้วเสียหลักหกล้มเกิดได้สูง บางครั้งใช้แล้วคมขอบกระป๋องบาดเกิดแผลเรื้อรัง เกิดการกดทับตามมา ทว่าขาเทียมจะต้องออกแบบให้เหมาะสมกับสรีระแต่ละบุคคลก็จริง แต่การบริจาคขาเทียมมือสองก็สามารถทำได้ เนื่องจากมีผู้เชี่ยวชาญสามารถปรับแต่งให้ขาเทียมใช้แล้วเหมาะกับผู้ใช้คนต่อไปได้
จากตัวอย่างความสำคัญของอุปกรณ์พยาบาลข้างต้น น่าจะทำให้ทราบว่า การส่งต่ออุปกรณ์พยาบาลมือสอง เสมือน ‘ผู้ให้’ ได้ยื่นโอกาสในการใช้ชีวิตให้แก่ ‘ผู้รับ’ และถือเป็นการสร้างกุศลจากการบริจาคตามความมุ่งหมายของทุกศาสนา เช่น พุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “เมื่อจิตเลื่อมใสแล้ว ทักขิณาทานชื่อว่า น้อย ย่อมไม่มี” หมายถึง ในการบริจาคนั้นหากมีความตั้งใจมุ่งมั่นย่อมได้รับอานิสงส์มาก และไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณหรือมูลค่าของสิ่งของที่บริจาค.
ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น. ข่าวสดออนไลน์


เหรียญหลวงปู่หล้า รุ่น 1




′หลวงปู่หล้า เขมปัตโต′ แห่งวัดบรรพตคีรี (วัดภูจ้อก้อ) บ้านแวง ต.หนองสูงใต้ อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร พระเกจิสายกัมมัฏฐาน ศิษย์สืบสายธรรมหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต แม่ทัพธรรมบูรพาจารย์แห่งพระป่า



หลวงปู่หล้า มีนามเดิมว่า หล้า เสวตร์วงศ์ เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 14 ก.พ.2454 ที่ ต.กุดสระ อ.หมากแข้ง จ.อุดรธานี บรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุ 18 ปี ณ พัทธสีมาวัดบัวบาน ต.กุดสระ อ.หมากแข้ง มีพระอาจารย์หนู ติสโส เป็นประอุปัชฌาย์



อุปสมบทครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2473 มีพระอาจารย์หนู เป็นพระอุปัชฌาย์ ก่อนลาสิกขามาครองเรือน 2 ครั้ง



พ.ศ.2486 ขณะมีอายุ 32 ปี ท่านได้หวนกลับคืนสู่ร่มกาสาวพัตร์ ณ อุโบสถวัดบ้านยาง มีพระครูคูณ เป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมาวันที่ 15 ก.พ.2488 ท่านได้ญัตติเป็นภิกษุฝ่ายธรรมยุต ที่วัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี



หลังอุปสมบทได้ไปฝึกปฏิบัติกับหลวงปู่บุญมี ที่วัดโพธิ์ชัยหนองน้ำเค็ม จ.อุดรธานี ก่อนกราบลาหลวงปู่บุญมี ออกตามหาหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต นานหลายเดือน ก่อนพบหลวงปู่มั่นที่วัดป่าหนองผือ (วัดป่าภูริทัตตถิราวาส) ต.นาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร กราบขอฝากตัวเป็นศิษย์ต่อครูบาอาจารย์อยู่ใต้ร่มธรรม



จากนั้นออกติดตามพระอาจารย์บัว ญาณสัมปันโน ธุดงค์บำเพ็ญเพียรไปตามป่าเขาลำเนาไพร



หลวงปู่หล้าได้อาพาธด้วยโรคพยาธิ กระทั่งเมื่อวันที่ 19 ม.ค.2539 ท่านได้ละสังขารอย่างสงบภายในกุฏิวัดบรรพตคีรี ท่ามกลางความเศร้าสลดของลูกศิษย์และญาติโยมที่เคารพเลื่อมใสศรัทธา อายุรวม 84 ปี พรรษา 50 ทั้งนี้วัตถุมงคลของหลวงปู่หล้า ได้รับการจัดสร้างออกมาเพียงไม่กี่รุ่น แต่ได้รับความนิยมจากนักนิยมสะสมพระเครื่องเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ ′เหรียญรูปเหมือนหลวงปู่หล้า′ รุ่นแรกของท่าน



ในปี พ.ศ.2537 คณะศิษย์ผู้พิพากษา จ.ร้อยเอ็ด ได้จัดสร้างวัตถุมงคลเหรียญหลวงปู่หล้า เขมปัตโต รุ่น 1 ประกอบด้วยเนื้อทองคำและเนื้อเงิน แต่ไม่ทราบจำนวนที่จัดสร้างแน่ชัด ลักษณะเป็นเหรียญกลมรูปไข่ ยกขอบ ไม่มีหูห่วง



ด้านหน้าเหรียญ ขอบเหรียญมีเส้นสันนูน รอบขอบเหรียญชั้นในมีจุดไข่ปลา ตรงกลางเหรียญเป็นรูปเหมือนหลวงปู่หล้าครึ่งองค์ หันหน้าตรง



ด้านหลังเหรียญแบนราบ ไม่มีขอบ ตรงกลางเหรียญเป็นอักขระยันต์ 3 บรรทัด



กล่าวขวัญกันว่า เหรียญรุ่นนี้มีพุทธคุณโดดเด่นด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย และสยบสิ่งอัปมงคล



เป็นเหรียญที่หาได้ยากยิ่ง แทบไม่พบหรือปรากฏแผงพระเครื่องในขณะนี้
หลวงพ่อกลั่นวัดพระญาติฯ สุดยอดเหรียญหลักล้าน - ปกิณกะ พระดีพระเด่น
วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม 2555 เวลา 00:03 น.



ติดทำเนียบเหรียญยอดนิยมมายาวนาน จนได้รับการกล่าวขานว่าแพงหูฉี่และหายากมาก นั่นคือ เหรียญพระอุปัชฌาย์กลั่น หรือหลวงพ่อกลั่น ธมฺมโชติ อดีตพระเกจิผู้โด่งดังแห่งวัดพระญาติการาม จ.พระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะพิมพ์นิยมหรือนักสะสมเรียกว่า “พิมพ์ขอเบ็ด” ค่านิยมทะลุหลักล้านไปนานแล้ว และมูลค่าจะยิ่งเพิ่มทวีคูณหากสภาพสวยงามไร้ที่ติ
หลวงพ่อกลั่น เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๐ ปีมะแม ที่ ต.อรัญญิก อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา บิดามารดามีฐานะยากจน วัยเด็กต้องรับจ้างหาเงินจุนเจือครอบครัวจวบจนวัยหนุ่ม ชีวิตเผชิญการต่อสู้มาโชกโชน เป็นที่ครั่นคร้ามของเหล่านักเลงกรุงเก่า เพราะว่า “คงกระพัน-หนังเหนียว” อายุ ๒๗ ปี พ.ศ. ๒๔๑๗ ท่านตัดสินใจอุปสมบท ณ วัดประดู่ทรงธรรม ได้ฉายาว่า “ธมฺมโชติ” หมายถึง “เป็นผู้สร้างในทางธรรมหรือเจริญรุ่งเรืองในธรรม” จากนั้นได้ศึกษาวิชาต่าง ๆ จนชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วสารทิศ
วันนี้จะกล่าวถึงเหรียญรุ่นแรก เฉพาะพิมพ์ขอเบ็ด (ในภาพ) ซึ่งท่านอนุญาตให้พระครูศิลกิตติคุณ (อั้น คณุธาโร) จัดสร้างในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ เพื่อหาปัจจัยซ่อมแซมอุโบสถเก่าและชำรุด ประกอบด้วย เนื้อเงินหน้าทอง ๑๒ เหรียญ เนื้อเงินหน้านากประมาณ ๒๕ เหรียญ เนื้อเงินราว ๑๐๐ เหรียญ เหรียญทองแดงประมาณ ๓,๐๐๐ เหรียญ โดยสมัยก่อน เหรียญเงินหน้าทองทำบุญ ๑๕ บาท รับ ๑ เหรียญ เนื้อเงินหน้านากทำบุญ ๑๐ บาท รับ ๑ เหรียญ เนื้อเงินทำบุญ ๕ บาท รับ ๑ เหรียญ เนื้อทองแดงทำบุญ ๑ บาท รับ ๑ เหรียญ
เหรียญหลวงพ่อกลั่นได้รับความนิยมสูงมาก ถูกจัดอันดับไว้ ๑ ใน ๕ เหรียญพระเกจิยอดนิยมเมืองไทย อันได้แก่ เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง ธนบุรี เหรียญหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม เหรียญหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า เหรียญหลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม และเหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม พุทธคุณโดดเด่น คงกระพันชาตรี แคล้วคลาด มหาอำนาจ มหาบารมี ครบเครื่องครอบจักรวาล และสาเหตุที่เรียกเหรียญนี้ว่าพิมพ์ขอเบ็ด เนื่องจากปลายยันต์ด้านหลัง มีเส้นแตกลักษณะงอมองเผิน ๆ คล้าย “เบ็ดตกปลา”
การเช่าบูชาต้องเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ เพราะของเลียนแบบทำได้ใกล้เคียง ตำหนิและความเก่าแยกแยะได้ยาก ยิ่งสมัยนี้พระแพง ๆ นิยมเลี่ยมกรอบทองคำด้วยแล้ว ทำให้พิจารณาลำบากเข้าไปอีก ควรปรึกษาผู้ชำนาญ หรือหมั่นศึกษาจริงจัง ไม่แน่ว่าสักวัน อาจมีบุญวาสนาได้ครอบครองสักเหรียญก็เป็นได้
ขอบคุณข้อมูลดี ๆ และภาพประกอบจาก สันติ อรุณศิริ หรือ เพชร ท่าพระจันทร์.
ศิวะมนตรา
เปิดพุทธอุทยานมาฆบูชาอนุสรณ์ยิ่งใหญ่
วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม 2555 เวลา 13:55 น.






คลื่นศรัทธาพุทธศาสนิกชนหลายพันคนแห่แหนร่วมพิธีเปิด และเที่ยวชม พุทธอุทยานมาฆบูชาอนุสรณ์ อย่างมากมาย


เมื่อเวลา 09.09น. วันนี้ (12ส.ค.)พระราชพิพัฒน์โกศล (หลวงพ่อเณร) เจ้าอาวาสวัดศรีสุดาราม จ.นนทบุรีประธานผู้ดำเนินการสร้างพุทธอุทยานมาฆบูชาอนุสรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดพุทธอุทยานมาฆบูชาอนุสรณ์ สวนพุทธชยันตี 2600 ปี ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 3 ต.สาริกา อ.เมืองนครนายก โดยมีประชาชนหลายพันคนที่ทราบข่าวเดินทางมาร่วมพิธีและเที่ยวชมความงามของอุทยานฯ ดังกล่าว
พระราชพิพัฒน์โกศล กล่าวว่า พุทธอุทยานมาฆบูชาอนุสรณ์ สวนพุทธชยันตี2600ปีแห่งนี้มีเนื้อที่กว่า 53 ไร่ มีพระประธานปางแสดงโอวาทพระปาติโมกข์ ขนาดหน้าตักกว้าง 9 เมตร สูง13.5 เมตร รายล้อมด้วย รูปปั้นพระอรหันตสาวก ขนาดหน้าตักกว้าง 90ซ.ม. สูง1.50 เมตร 1,250 รูป เพื่อให้ประชาชนได้มากราบไหว้ขอพรกัน เพราะปีนี้เป็นปีแห่งการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 800 รูปทำพิธีสวดเฉลิมฉลองพระพุทธรูปปางประทานโอวาทปาติโมกข์และพระอรหันต์ จำนวน1,250รูป และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระชนมายุครบ 80 พรรษาอีกด้วย.
วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เวลา 00:05 น. ข่าวสดออนไลน์


ดูเหรียญหลวงพ่อพุ่มกันเถอะ



พระครูรัตนรังษี หรือ หลวงพ่อพุ่ม วัดบางโคล่นอก ถนนตก ยานนาวา เป็นผู้สร้างเหรียญที่ได้รับความนิยมและมีราคาสูง โดยปลุกเสกที่เรียกว่า ′ทันท่าน′ สองรุ่น คือ รุ่น 1 ทำแจกงานทำบุญอายุ 77 ปี ในปีพ.ศ. 2477 มีพระครูวินัยธรสวัสดิ์ศิษย์เอกของท่านเป็นธุระจัดสร้างประมาณ 1,000 เหรียญ



สร้างเป็นเหรียญเนื้อทองแดงเนื้อเดียว ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ค่อนข้างกลม แบบหูเชื่อม ขอบเหรียญด้านหน้าและหลังยกเป็นสองชั้น ชั้นนอกเป็นเส้นหนา ชั้นในเป็นเส้นเล็กเรียวเหมือนเส้นลวด ทำให้เหรียญดูมีมิติ คือดูลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง มีรูปองค์หลวงพ่อคมชัด ด้านหน้าเหรียญรุ่นแรกนี้มีเพียงพิมพ์เดียว



สำหรับด้านหลังทำเป็นรูป ′ยันต์น้ำเต้าทอง′ ซึ่งเขียนแบบโดย ร.ต.สวัสดิ์ สาริคุปต์ ซึ่งร่ำเรียนมาจากพระครูอุทัยธรรมวินิต (สิน) เจ้าคณะอำเภอทัพทัน จ.อุทัยธานี อักขระบนเป็นตัวอุณาโลม (แปลว่า ขนระหว่างคิ้ว) อักขระในยันต์น้ำเต้าทองคือ ′ตัว นะ′ ด้านล่างทำเป็นแถวเดียวเขียนอักขระ ′มะ อะ อุ′ โดยพิมพ์ด้านหลังนี้จะมีด้วยกัน 2 พิมพ์ ซึ่งในวงการเรียก พิมพ์อุไม่ชิด กับ พิมพ์อุชิด



พิมพ์อุไม่ชิด หมายถึง ปลายหางอุณาโลมห่างจากขอบเหรียญ และในพิมพ์นี้ไส้อักขระตัว มะ จะมีเส้นเล็กและโค้ง คนโบราณบางทีเรียกพิมพ์นี้ว่า พิมพ์ตัวหนังสือโค้ง ส่วนหัวอักขระตัว อุ จะหักเป็นเหลี่ยม เส้นสายต่างๆ ของยันต์จะเล็กกว่าอีกพิมพ์หนึ่ง ที่สำคัญเฉพาะพิมพ์นี้ ขอบเหรียญด้านนอกจะโค้งทับขอบเหรียญด้านในเกือบตลอดเหรียญ ยกเว้นขอบด้านล่างซ้ายจะทิ้งเป็นช่องว่าง เนื่องจากขอบด้านนอกไม่โค้งทับเส้นในทุกเหรียญ



ส่วน พิมพ์อุชิด ปลายหางอุณาโลมจะจรดขอบ ไส้ตัวมะจะขีดเป็นเส้นตรง (เลยเรียกตัวหนังสือตรง) หัวตัวอุจะขมวดกลมไม่เป็นเหลี่ยมเหมือนพิมพ์แรก เส้นขอบนอกเหรียญโค้งทับเส้นขอบในเป็นช่วงๆ ซึ่งตัวอุณาโลมนี้ปลายยอดจะต้องอยู่กึ่งกลางเหรียญทั้งสองพิมพ์ ถ้าของเก๊จะค่อนไปทางขวา



นอกจากนี้ ให้สังเกตด้านหน้าที่มีพิมพ์เดียว คือรูปหลวงพ่อจะคมชัด ตาเป็นเม็ดไข่ปลา ริมฝีปากล่างมีรอยพิมพ์แตกเป็นเส้นนูนตรงกลาง ส่วนมุมปากด้านในของหลวงพ่อมีตุ่มรอยพิมพ์แตกเป็นเม็ด และใบหูด้านซ้ายของหลวงพ่อไม่ติดกับรูปหน้า



ในปีพ.ศ.2482 มีการสร้างเหรียญหลวงพ่อขึ้นอีกรุ่นหนึ่ง โดย ท่านมหาคาย ชาวชัยนาท ทำขึ้นแจกผู้ช่วยออกทุนสร้างกุฏิ วัดบางโคล่นอก สร้างประมาณ 500 เหรียญ โดยให้หลวงพ่อปลุกเสก มีลักษณะเป็นเหรียญ รูปไข่ชะลูดกว่ารุ่นแรก ด้านหน้า เพิ่มตัวอักษร ′เพื่อเป็นที่ระฤก พระครูรัตนรังษี′ ด้านหลัง เหมือนกันกับรุ่นแรก ขอบด้านหน้ายกเป็นสองชั้น ส่วนขอบหลังยกสูงทำเพียงขอบเดียว



ปรากฏหลักฐานถึงอัตโนประวัติว่า ท่านเลื่อนเป็นพระครูรัตนรังษีฝ่ายวิปัสสนา เมื่ออายุ 65 พรรษา 45 และมีจารึกที่พระสถูปบรรจุอังคารของท่านว่า ชาตะเมื่อ มกราคม 2400 มรณะเมื่อ ธันวาคม 2489 พรรษา 70 อายุ 90 ปี ครับผม



พันธุ์แท้พระเครื่อง
ราม วัชรประดิษฐ์

sakdath
วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7928 ข่าวสดรายวัน


ศาลเทพนาคราช-ท้าวหิรัญฯ พิธีแบบโบราณ'วัดเสนหา'





วัดเสนหา ต.พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม เริ่มต้นสร้างโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6



ตั้งอยู่ที่ 588 ถ.รถไฟตะวันตก ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต



'พระครูโชติธรรมาทร' ผู้ช่วยเจ้าอาวาส กล่าวถึงประวัติว่าสร้างในปี พ.ศ.2452 มีนายเพิ่มเสนหา บุนนาค บุตรของพระยาศรีสรราชภักดี (วัน บุนนาค) เดิมทีมีพื้นเพอยู่แถบคลองบางหลวง นายเพิ่มเสนหานี้ ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ 5 ต่อมากราบบังคมทูลลาออกมาประกอบกิจการพาณิชย์แถบตำบลพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม ทำมาค้าขายจนร่ำรวย ก็เลยถวายที่ดินให้เป็นธรณีสงฆ์ประมาณ 45 ไร่ อยู่ใกล้เขตพระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งมีพระอุบาลีคุณูปมาจารย์(จันทร์ สิริจันโท) วัดบรมนิวาส กับ พระพุทธวิริยากร (จิตร ฉันโน) วัดสัตนารถปริวัตร จ.ราชบุรี เป็นผู้รับมอบ



ต่อมารัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระอุโบสถ สร้างพระประธาน แล้วคนก็มากราบไหว้ขอพรจำนวนมาก เลยคิดทำเป็นองค์พระพุทธรูปปางนาคปรกทูลเกล้าฯ ถวาย โดยทำเป็นวิหารให้สวยงาม



ปัจจุบันภายใน 'วัดเสนหา' มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐานอยู่หลายอย่าง แต่ที่ประชาชนทั่วไปเลื่อมใสศรัทธากันมาก และเดินทางมากราบขอพรกันเนืองแน่นทุกวัน ก็คือ 'เทพนาคราช' และ 'ท้าวหิรัญพนาสูร(ฮู)'



ด้วยเหตุนี้ ทางวัดและผู้มีจิตศรัทธาจึงเตรียมจัดพิธีตั้งศาลประดิษ ฐานเทพนาคราช และองค์ท่านท้าวหิรัญพนาสูรขึ้น เพื่อเป็นที่สักการะและศูนย์รวมทางจิตใจของผู้เคารพนับถือที่มีจำนวนมาก กำหนดในวันเสาร์ที่ 18 ส.ค.2555 เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป



พระครูโชติธรรมาทร กล่าวอีกว่า เนื่องจากมีผู้ศรัทธาจำนวนมากเรียกร้องให้มีการจัดตั้งศาลขึ้น เพื่อสะดวกต่อการสักการะ ซึ่งเทพนาคราชที่ทางวัดจะอัญเชิญมาประดิษฐานนั้น เป็นองค์เทพ เทวานาคินทร์ระดับสูง ซึ่งคอยอารักษ์บวรพระพุทธศาสนา ดังปรากฏในพุทธชาดกหลายตอนและปกป้องคุ้มครองผู้เคารพนับถือบูชา อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความมีวาสนา และเป็นสัญลักษณ์แห่งน้ำหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ โดยจะปรากฏองค์ในลักษณะมาณพหนุ่มรูปงามคอยอวยชัยให้พรแก่ผู้สักการะ



สำหรับท้าวหิรัญพนาสูร(ฮู) นั้นเป็นที่รู้จักกันดีโดยทั่วไป โดยเฉพาะการเป็นองค์อารักษ์พิทักษ์รักษา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนข้าราชบริพาร ถึงขนาดทรงตั้งศาลประดิษฐานเป็นเทพอารักษ์พระราชวังพญาไท จนแม้กลายเป็นโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ก็ยังมีผู้ศรัทธาขอพรให้ท่านพิทักษ์รักษาและปรากฏเหตุอัศจรรย์อย่างต่อเนื่อง



ดังนั้น วัดเสนหา เป็นวัดที่สร้างขึ้นโดย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ในการสร้างพระอุโบสถและหล่อองค์พระประธานด้วยทองเหลืองกะไหล่ทองคำหนัก 150 บาท จึงเห็นควรสร้างศาลเพื่ออัญเชิญเทพนาคราช และท้าวหิรัญพนาสูร มาประดิษฐานเพื่อให้พุทธศาสนิกชนและผู้มีจิตศรัทธาได้สักการะขอพร โดยกำหนดประกอบพิธีตามแบบโบราณ ณ วัดเสนหา จ.นครปฐม



ผู้เข้าร่วมพิธีทุกท่านจะได้รับแจกองค์เทพนาคราชเนื้อผงที่ผ่านพิธีพุทธาภิเษกแล้วฟรี
sakdath
มงคลที่ ๕ มีบุญวาสนามาก่อน

“ผลไม้พันธุ์เลว ถึงจะใส่ปุ๋ยรดน้ำพรวนดินดีอย่างไรก็ตาม
อย่างมากก็ทำให้มีผลดกขึ้นบ้าง
แต่จะทำให้มีรสโอชาขึ้นกว่าเดิมนั้นยาก
ตรงกันข้าม ผลไม้พันธุ์ดี แม้รดน้ำพรวนดินเพียงพอประมาณ
ก็ให้ผลมากเกินคาด รสชาติก็โอชา
เช่นกัน ผู้ที่ไม่ได้สั่งสมคุณความดีมาก่อน
เมื่อประกอบกิจใดๆ ถึงขยันขันแข็งสักปานไหน
ผลแห่งความดีกว่าจะปรากฏเต็มที่
ก็ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักและเสียเวลามาก
ส่วนผู้ที่สั่งสมคุณความดีมาก่อน เมื่อทำความดี
ผลดีปรากฏเต็มที่ทันตาเห็น ส่งผลให้มีความเจริญก้าวหน้า
เหนือกว่าบุคคลทั้งหลายได้อย่างน่าอัศจรรย์”


บุ ญ คื อ อ ะ ไ ร ?

บุญ คือสิ่งซึ่งเกิดขึ้นในจิตใจแล้วทำให้จิตใจใสสะอาด ปราศจากความเศร้าหมองขุ่นมัว ก้าวขึ้นสู่ภูมิที่ดี เกิดขึ้นจากการที่ใจสงบทำให้เลือกคิดเฉพาะสิ่งที่ดี ที่ถูก ที่ควร ที่เป็นประโยชน์ แล้วพูดดี ทำดี ตามที่คิดนั้น

บุญ เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมส่งผลปรุงแต่งใจของเราให้มีคุณภาพดีขึ้น คือตั้งมั่นไม่หวั่นไหว บริสุทธิ์ผุดผ่องสว่างไสว โปร่งโล่ง ไม่อึดอัด อิ่มเอิบ ไม่กระสับกระส่าย ชุ่มชื่นเบาสบาย ผ่อนคลายไม่ตึงเครียด นุ่มนวลควรแก่การงาน และบุญที่เกิดขึ้นนี้ยังสามารถสะสมไว้ในใจได้อีกด้วย

คนทั่วไปแม้จะมองไม่เห็น “บุญ” แต่ก็สามารถรู้อาการของบุญ หรือ ผลของบุญได้ คือเมื่อเกิดขึ้นแล้วทำให้จิตใจชุ่มชื่นเป็นสุข เปรียบได้กับ “ไฟฟ้า” ซึ่งเรามองไม่เห็นตัวไฟฟ้าโดยตรง แต่เราสามารถรับรู้อาการของไฟฟ้าได้ เช่น เมื่อไฟฟ้าผ่านเข้าไปในหลอดไฟแล้วเกิดแสงสว่างขึ้น หรือเมื่อผ่านเข้าไปในเครื่องปรับอากาศแล้วเกิดความเย็นขึ้น เป็นต้น

คุ ณ ส ม บั ติ ข อ ง บุ ญ

๑. ชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาดได้

๒. นำความสุขความเจริญก้าวหน้ามาให้

๓. ติดตามตนไปทุกฝีก้าว แม้ไปเกิดข้ามภพข้ามชาติ

๔. เป็นของเฉพาะตน ใครทำใครได้ โจรลักขโมยไม่ได้

๕. นำมาซึ่งโภคทรัพย์สมบัติทั้งหลาย

๖. ให้มนุษยสมบัติ ทิพยสมบัติ นิพพานสมบัติ แก่เราได้

๗. เป็นเกราะป้องกันภัยในวัฏฏสงสาร

๘. เป็นปัจจัยให้บรรลุมรรคผลนิพพาน
sakdath
ป ร ะ เ ภ ท ข อ ง บุ ญ ใ น ก า ล ก่ อ น

บุญในกาลก่อนแบ่งเป็น ๒ ชนิด ได้แก่

๑. บุญช่วงไกล คือคุณความดีที่เราทำจากภพชาติก่อน มาจนถึงวันคลอดจากครรภ์มารดา

๒. บุญช่วงใกล้ คือคุณความดีที่เราทำในภพชาติปัจจุบันตั้งแต่คลอดจนถึงวันนี้

บุญช่วงไกล การสั่งสมความดีมาแต่ภพชาติก่อน ส่งผลให้เราเห็นในปัจจุบัน เปรียบเสมือนผลไม้ที่คัดพันธุ์มาดีแล้ว รสโอชะของมันย่อมติดมาในเมล็ด เมื่อนำเมล็ดนั้นมาปลูก ต้นของมันย่อมให้ผลที่รสอร่อยทันทีโดยไม่ต้องทะนุบำรุงมาก คนเราก็เช่นกัน ถ้าในอดีตชาติสะสมความดีมามากพอ เกิดมาชาตินี้ก็เป็นคนใจใส ใจสะอาดบริสุทธิ์มาตั้งแต่เด็ก มีสติปัญญาดีมาแต่กำเนิด รูปร่างสง่างาม ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ มีโอกาสสร้างความดีได้มากกว่าคนทั้งหลาย ถ้าไม่ประมาทหมั่นสะสมความดีในปัจจุบันเพิ่มขึ้นอีก ก็จะเจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าประมาทไม่เอาใจใส่ในการทำความดีในปัจจุบัน ก็เปรียบเสมือนต้นไม้ยอดด้วน ยากที่จะเจริญเติบโตต่อไปได้

บุญช่วงใกล้ คนที่ทำความดีตั้งแต่เล็กเรื่อยมา เช่น ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ขยันหมั่นเพียร คบคนดีเป็นมิตร ฝึกใจให้ผ่องใสมาตั้งแต่เด็ก ความคิด คำพูด การทำงาน ย่อมดีกว่าบุคคลอื่นในวัยเดียวกัน เมื่อเติบโตขึ้น ย่อมมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าผู้อื่น

เพราะฉะนั้นเราจึงควรสั่งสมบุญ โดยทำความดีเสียตั้งแต่วันนี้ จะได้ส่งผลให้มีสติปัญญาดี มีความเฉลียวฉลาด มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตต่อไปในอนาคต ดังเช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งได้ทรงทำความดี สร้างสมบารมีมามากนับภพนับชาติไม่ถ้วน ในภพชาติสุดท้ายก็ทรงตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ตั้งแต่ยังเยาว์ เมื่อทรงออกผนวชก็ตั้งใจบำเพ็ญเพียรเจริญสมาธิภาวนาอย่างเต็มที่ จึงสามารถตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ เมื่อมีพระชนมายุเพียง ๓๕ พรรษา
sakdath
ผ ล ข อ ง บุ ญ

บุญเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มีผลกับตัวเรา ๔ ระดับ คือ

๑. ระดับจิตใจ เป็นบุญที่เกิดผลทันที คือทำความดีปุ๊บก็เกิดปั๊บ ไม่ต้อง รอชาติหน้า เกิดขึ้นเองในใจของเราทำให้

- สุขภาพทางใจดีขึ้น คือมีใจเยือกเย็น ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวต่อคำยกยอหรือตำหนิติเตียน มีใจที่ปลอดโปร่ง เบาสบาย เป็นสุข

- สมรรถภาพของใจดีขึ้น คือเป็นใจที่สะอาดผ่องใส ใช้คิดเรื่องราวต่างๆ ได้รวดเร็ว ว่องไว ลึกซึ้ง กว้างไกล รอบคอบ เป็นระเบียบ และตัดสินใจ ได้ฉับพลันถูกต้องไม่ลังเล

๒. ระดับบุคลิกภาพ คนที่ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้มีใจที่สงบ แช่มชื่น เบิกบาน ชุ่มเย็น นอนหลับสบาย ไม่มีความกังวลหม่นหมอง หน้าตาผิวพรรณจึงผ่องใส ใจเปี่ยมไปด้วยบุญ ไม่คิดโลภอยากได้ของใคร ไม่คิดสร้างความเดือดร้อนให้ใคร มีแต่คิดช่วยเหลือเขา จึงมีความมั่นใจในตัวเอง มีความองอาจสง่างามอยู่ในตัว ไปถึงไหนก็สามารถวางตัว ได้พอเหมาะพอดี บุคลิกภาพย่อมดีขึ้นเป็นลำดับ

๓. ระดับวิถีชีวิต วิถีชีวิตของคนเรา เกิดจากการสรุปผลบุญและผลบาปที่เราได้ทำมาตั้งแต่ภพชาติก่อนๆ จนถึงภพชาติปัจจุบัน เป็นผลของบุญระดับจิตใจและระดับบุคลิกภาพรวมกัน ชักนำให้เราได้รับสิ่งที่น่าปรารถนา ตอบสนองมาจากภายนอก เช่น ได้รับลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แต่การที่เราทำดี แล้ววิถีชีวิตของเราจะดีเต็มที่หรือไม่นั้น ยังขึ้นอยู่กับบุญเก่าหรือบาปในอดีตที่เราเคยทำไว้ด้วย เรื่องการให้ผลของบุญและบาป จึงเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน เช่นบางครั้งขณะที่เราตั้งใจทำความดีอยู่ แต่ผลบาปในอดีตตามมาทัน ทำให้ถูกใส่ร้ายป้ายสี หรือประสบเคราะห์กรรม บางคนจึงเข้าใจผิด คิดว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี ทำให้หมดกำลังใจในการทำความดี

แท้จริงแล้ว ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในขณะนั้น ผลบาปที่เราเคยทำในอดีตกำลังส่งผลอยู่ แต่บุญที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบันย่อมไม่ไร้ผล เมื่อเราตั้งใจทำบุญต่อไปโดยไม่ย่อท้อ และไม่ทำบาปนั้นอีก เคราะห์กรรมนั้นย่อมหมดสิ้นไป และได้รับผลของบุญคือความสุขความสำเร็จได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยในที่สุด

๔. ระดับสังคม เมื่อเราทำความดีมาแล้วอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะไปอยู่สังคมใด บุญก็จะส่งผลให้เป็นบุคคลที่สังคมยอมรับนับถือ ได้เป็นผู้นำของสังคม นั้น และจะเป็นผู้ชักนำสมาชิกในสังคมให้ทำความดีตามอย่าง ทำให้เกิดความสงบร่มเย็น และความเจริญก้าวหน้าขึ้นในสังคมนั้นๆ โดยลำดับ

ตั ว อ ย่ า ง ผ ล ข อ ง บุ ญ

ผู้ที่มีอายุยืน เพราะในอดีตไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

ผู้ที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ เพราะในอดีตไม่รังแกหรือทรมานสัตว์

ผู้ที่มีพลานามัยสมบูรณ์ เพราะในอดีตให้ทานด้วยข้าวปลาอาหาร มามาก

ผู้ที่มีผิวพรรณงาม เพราะในอดีตรักษาศีล และให้ทานด้วยเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มมามาก

ผู้ที่มีอำนาจมีคนเกรงใจ เพราะในอดีตมีมุทิตาจิต ใครทำความดีก็อนุโมทนา ไม่อิจฉาริษยาใคร

ผู้ที่ร่ำรวยมีโภคทรัพย์มาก เพราะในอดีตให้ทานมามาก

ผู้ที่เกิดในตระกูลสูง เพราะในอดีตบูชาบุคคลที่ควรบูชามามาก

ผู้ที่ฉลาดมีสติปัญญาดี เพราะในอดีตคบบัณฑิต ฝึกสมาธิเจริญ ภาวนามามากและไม่ดื่มสุรายาเมา
sakdath
วิ ธี ทำ บุ ญ

การทำความดีทุกอย่างล้วนได้ผลออกมาเป็นบุญทั้งสิ้น แต่เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจและนำไปปฏิบัติ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแบ่งวิธีทำบุญออกเป็น ๑๐ ประการ เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ได้แก่

๑. ทาน คือการบริจาคทรัพย์สิ่งของแก่ผู้ที่ควรให้

๒. ศีล คือการสำรวมกาย วาจาให้สงบเรียบร้อย ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่น

๓. ภาวนา คือการสวดมนต์ทำสมาธิ อ่านหนังสือธรรมะ ฯลฯ

๔. อปจายนะ คือการมีความเคารพอ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรม

๕. เวยยาวัจจะ คือการขวนขวายช่วยเหลือในกิจที่ชอบ

๖. ปัตติทานะ คือการอุทิศส่วนบุญแก่ผู้อื่น

๗. ปัตตานุโมทนา คือการอนุโมทนาบุญที่ผู้อื่นทำ

๘. ธัมมัสสวนะ คือการฟังธรรม

๙. ธัมมเทสนา คือการแสดงธรรม

๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ คือการปรับปรุงความเห็นของตนให้ถูกต้อง

บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ นี้ อาจสรุปลงใน บุญกิริยาวัตถุ ๓ ได้ดังนี้

- ทาน ได้แก่ ทาน ปัตติทานะ ปัตตานุโมทนา เป็นการฆ่าความตระหนี่ออกจากใจ

- ศีล ได้แก่ ศีล อปจายนะ เวยยาวัจจะ เป็นการป้องกันตนไม่ให้ทำชั่ว

- ภาวนา ได้แก่ ภาวนา ธัมมัสสวนะ ธัมมเทสนา เป็นการฝึกตัวเองให้ฉลาด มีสติปัญญาดี

ส่วน ทิฏฐุชุกัมม์ นั้น สงเคราะห์เข้าได้ทั้งใน ทาน ศีล และภาวนา

หมายเหตุ อรรถกถาและฎีกาบางแห่ง จัดทิฏฐุชุกัมม์ไว้ในภาวนา ส่วนธัมมเทสนานั้น อาจจัดไว้ในทานก็ได้ โดยถือเป็นธรรมทาน
sakdath
บุ ญ ว า ส น า ไ ม่ ใ ช่ อ ภิ นิ ห า ร

บุญวาสนาไม่ใช่อภินิหาร แต่สามารถอธิบายด้วยหลักเหตุผลได้ดังนี้ คนที่จิตสั่งสมแต่บาปหรือความชั่ว จะทำให้ใจมืดมัว กิเลสต่างๆ เข้ายึดครอง ใจได้ง่าย ทำให้เกิดผลร้ายต่อตนเอง เช่น เวลาโกรธจัด ความโกรธเข้ายึดครองใจ ทำให้หัวใจเต้นแรงผิดปกติ ระบบสูบฉีดเลือดผันแปร โลหิตมีการเผาไหม้มาก เกิดอาการร้อนผ่าวตั้งแต่หน้าอกจรดใบหน้า ความร้อนจะทำให้ผิวหยาบกร้าน ไม่มีน้ำมีนวล อาหารไม่ย่อย ท้องอืด เกิดความเครียด คนโกรธง่าย จึงเป็นคนเจ้าทุกข์ หงุดหงิด พูดจาห้วนแบบมะนาวไม่มีน้ำ เวลาโกรธจะขาดสติ คิดอ่านการใดก็ผิดพลาดได้ง่าย

ส่วนคนที่จิตสั่งสมแต่บุญหรือความดี จะทำให้ใจผ่องใสอยู่เป็นปกติ กิเลสต่างๆ เข้ายึดครองใจได้ยาก เพราะมีสติคอยควบคุมใจไว้ สามารถสอนตนเองและตักเตือนตนเองไม่ให้ทำความชั่วได้ จึงมีจิตใจที่สงบเยือกเย็น สดชื่น ผ่องใส ระบบการทำงานของร่างกายก็เป็นปกติ มีผิวพรรณงาม เสียงไพเราะกิริยาน่ารัก คิดอ่านการใดก็แจ่มใส ส่งผลให้มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตได้ง่าย

ข้ อ เ ตื อ น ใ จ

เมื่อทราบว่าการทำบุญเป็นการสั่งสมความดีไว้เพื่อตนเองแล้ว เราจึง ไม่ควรประมาทในการทำบุญ ควรทำบุญเท่าที่กำลังความสามารถจะอำนวย ผู้ที่ ได้สั่งสมบุญมาดีแล้วแต่เพิกเฉยในการทำบุญเพิ่ม เปรียบเสมือนชาวนาที่เก็บเกี่ยวผลิตผลแล้วแจกจ่ายขายกินหมด ไม่เหลือไว้ทำพันธุ์ต่อไปภายหน้าเลย เขา ย่อมเดือดร้อนในฤดูกาลทำนาครั้งต่อไป

ความดีทุกอย่างที่เราทำไว้ แม้จะไม่ให้ผลในปัจจุบันทันตาก็ไม่สูญเปล่า ความดีเหล่านั้นจะรวมกันเข้าปรุงแต่งจิตใจให้ดีขึ้น สิ่งนี้แหละคือ บุญวาสนา

เราจึงควรเร่งสร้างความดีเสียแต่บัดนี้ โดยหมั่นศึกษาวิชาการ ฝึกฝนตนเองทั้งทางด้านการปรับปรุงคำพูด ความขยันขันแข็ง ทำการงานให้ดีขึ้น และพยายามฝึกใจให้ผ่องใส ด้วยการหมั่นทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาอย่างสม่ำเสมอ คนเช่นนี้จึงเป็นคนมีบุญวาสนาที่แท้จริง

ห ลั ก ป ฏิ บั ติ ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จำ วั น

เราต้องเร่งสร้างบุญใหม่ตั้งแต่บัดนี้ จะได้เป็นบุญเก่าติดตัวไปในวันหน้า โดยยึดหลักว่า

๑. เช้าใดยังไม่ได้ทำทาน เช้านั้นอย่าเพิ่งทานข้าว

๒. วันใดยังไม่ได้ตั้งใจรักษาศีล วันนั้นอย่าเพิ่งออกจากบ้าน

๓. คืนใดยังไม่ได้สวดมนต์เจริญสมาธิภาวนา คืนนั้นอย่าเพิ่งนอน

เราต้องอดทนฝึกตนให้สร้างความดีเรื่อยไป แม้จะต้องกระทบกระทั่งกับสิ่งใด มีอุปสรรคมากเพียงไหนก็ปักใจมั่นไม่ย่อท้อ กัดฟันสู้ทำความดีเรื่อยไป

อ า นิ ส ง ส์ ก า ร มี บุ ญ ว า ส น า ม า ก่ อ น

๑. ทำให้มีปัจจัยต่างๆ พร้อม สามารถทำความดีใหม่ได้โดยง่าย

๒. อำนวยประโยชน์ทุกอย่างดังได้กล่าวมาแล้ว

๓. เป็นต้นเหตุแห่งความสุขทุกประการ

๔. เป็นเสบียงติดตัวทั้งภพนี้ภพหน้า จนกว่าจะบรรลุมรรคผลนิพพาน ฯลฯ

“น้ำหยดทีละหยด ยังสามารถเต็มตุ่มได้ฉันใด บัณฑิตหมั่นสั่งสมบุญทีละน้อย ย่อมเต็มเปี่ยมด้วยบุญฉันนั้น” ขุ.ธ.๒๕/๑๙/๓๑


จบมงคลที่ ๕ มีบุญวาสนามาก่อน

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13008
sakdath
sakdath
วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เวลา 13:29 น. ข่าวสดออนไลน์


ชาวบ้านแห่ดูพระหมุนกลางสระบัววัดดัง มีดตัดลูกนิมิตยักษ์





วันที่ 16 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่วัดเถรพลาย ตำบลวังน้ำซับ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ชาวบ้านทั่วสารทิศแห่เดินทางมาดูพระหมุนกลางสระน้ำดอกบัวหน้าองค์เจดีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่เชื่อว่าสร้างขึ้นเมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกระทำยุทธหัตถีที่ดอนเจดีย์และแวะให้ช้างพลายได้พักและร่วมทำบุญด้วยการอธิฐานจิตโยนเหรียญให้เข้าบาตรพระที่หมุนรอบตัวเองตลอดเวลา

พระอธิการสัญทัต รตนญาโณ เจ้าอาวาสวัดเถรพลาย ตำบลวังน้ำซับ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า สำหรับอาตมาเองมารับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดเถรพลายมาแล้วกว่า 1 ปี ซึ่งวัดเถรพลายมีความทรุดโทรมมาก ซึ่งอาตมาเองได้มีการปรับปรุงภูมิทัศน์รอบๆวัดใหม่ โดยที่บริเวณเจดีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่เชื่อว่าสร้างขึ้นเมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกระทำยุทธหัตถีที่ดอนเจดีย์ และแวะให้ช้างพลายได้พักนั้นทรุดโทรมมาก ซึ่งเป็นเจดีย์เก่าแก่ก่อด้วยอิฐ และยอดเจดีย์เป็นเนื้อสำริด มีลักษณะดอกบัวหงาย 7 ชั้น และที่บริเวณหน้าเจดีย์มีการก่อสร้างบ่อน้ำดอกบัวขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เมตร อาตมาจึงได้ว่าจ้างช่างในพื้นที่ร่วมกับชาวบ้านได้นำพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรที่เป็นโลหะมีความสูงประมาณ 1 เมตร ไปประดิษฐานที่กลางสระน้ำและมีการติดตั้งมอเตอร์เพื่อให้พระสามารถหมุนรอบด้วยฐานพระและมีน้ำพุรอบบ่อน้ำดอกบัว

หลังจากมีการสร้างแล้วเสร็จ พบว่ามีชาวบ้านนักท่องเที่ยวรวมถึงเด็กๆ เดินทางเข้าวัดเพื่อมาดูและโยนเหรียญเพื่อเสี่ยงทายกันเป็นจำนวนมาก สำหรับวัดเถรพลายยังมีมีดตัดลูกนิมิตขนาดยักษ์ใหญ่ที่เชื่อว่าใหญ่ที่สุดไว้ให้ชาวบ้านได้ปิดทองกันบริเวณในวัดพร้อมกับเจดีย์เก่าแก่ที่ทางวัดมีการห่มผ้าแดงรอบเจดีย์ที่ไม่มีที่ใดมาก่อน ซึ่งในอนาคตเตรียมปรับภูมิทัศน์รอบๆวัดอีกเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวเพราะวัดเถรพลายอยู่ติดถนนสายหลัก 340 สุพรรณบุรี-ชัยนาท สังเกตง่ายๆ คือ ตรงข้ามกับหมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทยที่มีรูปปั้นควายใหญ่ๆอยู่
sakdath
จับเข่าคุยเซียน ล้อม คลองถม กูรูหลวงพ่อคงและพระยอดนิยม - เปิดคัมภีร์ คนรักพระ
วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2555 เวลา 00:04 น.




ในยุทธจักรวงการพระ หากเอ่ยชื่อ ธนโชติ  ตรีสังข์ หรือ ล้อม คลองถม รับรองว่าเกือบทุกคนจะต้องคุ้นเคยกันดี ในฐานะผู้ชำนาญพระเครื่องยอดนิยมทุกประเภท โดยเฉพาะพระเครื่องของหลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส จ.จันทบุรี ทุกรุ่นทุกพิมพ์ มองตาเปล่าแทบไม่ต้องควักกล้องส่องก็ฟันธงได้เลยว่า “แท้” หรือ “เก๊”ล้อม คลองถม เป็นลูกหลานย่าโมเกิดที่ จ.นครราชสีมา พื้นเพเดิมของบิดาเป็นชาวกรุงเก่า จ.พระนครศรีอยุธยา สมัยบิดายังวัยเยาว์ ได้มีโอกาสเห็น  หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม เดินบิณฑบาตทุกๆเช้า เคยเห็นอีกามาเกาะหัวไหล่ท่าน แต่คมเล็บไม่ระคายผิว ท่านลงไปท่าน้ำปลาปักกัดติดขาท่านก็ไม่เป็นอะไรเลย นับเป็นสุดยอดอภินิหารที่ได้ยินได้ฟังมา
“ประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๑ ผมเข้ากรุงเทพฯมาอยู่แถวบางแค เป็นพ่อค้าขายเสื้อผ้าแถวปิ่นเกล้าฯ พอรู้เรื่องราวพระเครื่องบ้าง คุณพ่อชอบเล่าประวัติพระเกจิเก่าๆให้ฟังและท่านก็สะสมพระหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอกไว้มาก ทำให้เห็นของแท้ๆจนชินตา พอมีโอกาสผมก็เช่าบูชาสะสมเพิ่มเติม ทั้งหลวงพ่อปาน หลวงพ่อจง หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ และหลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส” ล้อม เปิดฉากสนทนา
ก่อนเล่าต่อว่า ราวปี พ.ศ. ๒๕๓๗-๒๕๓๘ รู้จัก หลอด ท่าพระจันทร์ และจุ๊ย พาต้า ก็เริ่มแบ่งเช่าพระกัน จุดประกายให้เปิดศูนย์พระเครื่องแถววรจักรที่แรกและย้ายไปหลายแห่ง ล่าสุดมาอยู่โลตัส ปิ่นเกล้าในปัจจุบัน ส่วนเรื่องประสบการณ์ ต้องยกให้หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมไปช่วยงานประกวดพระเครื่องที่ จ.จันทบุรี ผมเช่าพระหลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส เป็นเหรียญพรีพินาศ เนื้อนวโลหะจากพวกในราคา ๙๕,๐๐๐ บาท ทั้งที่ราคาการเปลี่ยนมือในวงการเกินกว่า ๑ แสนบาท
“ครั้งหนึ่งมีคนเอาพระกริ่งก้นทองคำมาให้เช่ากว่า ๒ แสนบาท  จากนั้น ๓ วันมีคนมาขอเช่าไป ๖ แสนบาท และเคยเช่าพระชัยวัฒน์เนื้อทองคำได้ถูกเหลือเชื่อ เจ้าของยังไม่รู้เลย คิดว่าเป็นกะไหล่ทอง ผมเอาตรวจดู ปรากฏว่าเป็นทองคำ วันหนึ่งผมไปที่วัดวังสรรพรส มีคนเอาพระรุ่นเบ้าแตกมาให้เช่า ผมติว่าใหญ่ไปหน่อย แต่ขอพระไปดู นึกในใจว่าถ้าหลวงพ่อศักสิทธิ์จริงอธิษฐานขอโชคลาภขอให้ได้เถอะ ก็มีเงินเข้ามาเป็นล้านๆ ไม่เรียกว่าปาฏิหาริย์ก็คงไม่รู้จะว่าอะไรแล้ว”
“หลังจากนั้นผมก็ไปที่วัดวังสรรพรสอีก เห็นเสือที่หลวงพ่อคงปั้นไว้หน้าวิหาร วางไว้ต่ำเกินไป เข้าไปบอกเจ้าอาวาสวัดขอบูรณะฐานเสือให้สูงขึ้น โดยผมกับพี่โทนทอง พระเครื่อง ออกค่าใช้จ่ายร่วมกัน ระหว่างช่างเจาะฐานเสือกลับเกิดเหตุฟ้าผ่าเครื่องมือพังเสียหายหมด จนช่างไม่สามารถทำงานได้ โทรมาหาผมปรึกษาว่า ได้ขอขมาหลวงพ่อหรือเปล่า พอผมทราบเรื่องก็รีบไปที่วัดทันที ตั้งจิตให้แน่วแน่และจุดธูปขอขมาหลวงพ่อคง ทำให้บูรณะฐานเสือได้สำเร็จในที่สุด เป็นเรื่องเหลือเชื่อจริง ๆของแบบนี้ ถ้าไม่เชื่อแล้ว อย่าลบหลู่” ล้อม คลองถม กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าฟัง.
มหายันต์ 108
sakdath

วัดพระธาตุแช่แห้ง น่าน

sakdath

วัดพระธาตุลำปางหลวง

sakdath
กลับไปยังรายบอร์ด